มายพรีเชียส
สินค้าและบริการหลัก: นาฬิกา, แหวน, เพชร, ทอง, เครื่องเงิน เครื่องประดับ
Web URL : http://anymass.com/myprecious
หน้าร้าน กระดานข้อความ เกี่ยวกับเรา วิธีการชำระเงิน การจัดส่งสินค้า การรับประกันสินค้า ติดต่อร้านค้า
  Help | ไทย | Eng
อุปกรณ์เสริม สำหรับคนเล่นกล้องทุกระดับ
คุณมีภาพเก่าหรือไม่? เราคืนชีพให้คุณได้
Advertisement
108GADGET.COM : สินค้าแปลกแต่จริง
สินค้าแหวกแนว เชิญที่นี่ครับ!
เข้าสู่ระบบสมาชิก
ชื่อผู้ใช้งาน: 
รหัสผ่าน: 
สินค้าและบริการ (3)
  1. แหวนหมั้น (1)
  2. ต่างหู (1)
  3. ต่างหู (1)
ข้อมูลร้านค้า
เปิดบริการเมื่อ
03 Dec 2008
แก้ไขข้อมูลล่าสุด
03 Dec 2008
จำนวนสินค้า
3 รายการ
ผู้เข้าชมเว็บ
6,046 ครั้ง
ประกาศ! น.ส. เนตรนภา บุญนภาวงศ์ หลอกขายสินค้าในเน็ท หากพบเห็นอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด
  ค้นหาสินค้าและบริการในร้าน
สามารถใส่คำที่ต้องการค้นหา ได้มากกว่า 1 คำ เช่น มือถือ, กล้อง, นาฬิกา
  ข่าวสารจากร้านค้า  (Wednesday, 03 Dec 2008, 01:27:20)

การเลือกซื้อเครื่องประดับเพชร

เดี่ยวนี้ร้านเพชรมีมากมาย ไม่เชื่อลองไปดูในห้าง จะเห็นบูธขายเพชรเต็มไปหมด มีหลากหลายแบรนด์ หลากหลายดีไซน์ หรือถ้าจะเป็นร้านดังเลยก็มี แต่สาวๆ ที่อาจยังไม่คุ้นเคยกับเพชร คงเริ่มกังวลว่าหากจะซื้อขึ้นมาจริงๆ จะต้องเลือกอย่างไร เพราะซื้อเพชรไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะคะ โชคดีว่าเรามีสถาบันต่างๆ ในการคัดเกรดเพชร ที่ยังบอกถึงวิธีการเลือกเพชรให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจซื้อเพชรอีกด้วย อย่างเช่นสถาบัน Gemological Institute of America หรือ G.I.A. ที่ให้ข้อแนะนำไว้ดังนี้

หนึ่ง วิธีการดูน้ำหนักเพชรว่ามีกี่กะรัตนั้นต้องจำไว้ว่า 1 กะรัต เท่ากับ 200 มิลลิกรัม ร้านเพชรบางแห่งอาจจะใช้ระบบ Point หรือจุดสำหรับเพชรที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 1 กะรัต นั่นก็คือ 1 กะรัตเท่ากับ 100 Point ครึ่งกะรัตเท่ากับ 0.5 Point

สอง วิธีการดูความใสสะอาดของเพชรเพื่อที่เราจะได้รู้ว่าเพชรนั้นมีตำหนิหรือไม่ โดยทางสถาบัน สถาบัน G.I.A. จะใช้ระบบเกรดตั้งแต่ FL ถึง 13 กล่าวคือ FL คือเกรดเพชรที่ไม่มีตำหนิใดๆ และหายากมากๆ ส่วนเกรด 11, 12 หรือ 13 หมายถึงเพชรที่คุณสามารถเห็นตำหนิได้ด้วยตาเปล่า ฉะนั้นแบบนี้ไม่ควรซื้อค่ะ

สาม วิธีการดูสีเพชร สีของเพชรนั้นจะถูกกำหนดจากความเหลืองที่มีอยู่ในเพชรเม็ดนั้น ทางสถาบัน G.I.A. โดยส่วนใหญ่เพชรสำหรับแหวนหมั้น มักจะใช้เกรดสี G หรือ H เพราะยังถือว่าขาว และแทบไม่เห็นสีเหลือง ส่วนใครอยากรู้ เกรด D ราคาเท่าไหร่ ไปถามในร้านดูสิค่ะ เพราะมันแพงเหลือหลายค่ะ

สี่ การดูคัทของเพชร การดูทรงเหลี่ยม สัดส่วน สไตล์ของเพชรแต่ละเม็ด โดยส่วนใหญ่จะกำหนดคัทของเพชรจากทรงของมัน นักลงทุนส่วนใหญ่จะเลือกทรงกลม เพราะมีค่ามากกว่าทรงอื่นๆ หรืออย่างแหวนหมั้นหนิงคัท Heart & Arrow หรือคัทหัวใจและลูกศร ก็คือเวลาเล่นกับไฟ เมื่อดูเพชรดีๆ เห็นรูปหัวใจและลูกศรอยู่ข้างในเพชร แน่นอนนะคะว่าเพชรที่มีคัทพิเศษหน่อยก็ราคาสูงกว่าคัทแบบธรรมดาค่ะ


เอาล่ะค่ะ พอจะรู้วิธีการเลือกเพชรกันแล้ว เวลาจะไปซื้อจะไดทันคนขาย ทีนี้ก็มาถึงการเลือกซื้อจริงๆ แล้วล่ะ อย่าใจร้อนเชียวนะคะ การซื้อเพชรต้องใช้เวลาค่อยๆ ดู ศึกษามัน แล้วค่อยตัดสินใจ เพราะราคาไม่ใช่ถูกๆ หนิงเลยมีวิธีการหรือขั้นตอนในการซื้อเพชรที่หนิงใช้อยู่เป็นประจำมาฝากค่ะ

ประการแรก ถามตัวเองให้ดีก่อนว่าอยากได้เครื่องประดับเพชรแบบไหน และที่สำคัญที่สุดมีงบประมาณเท่าไหร่

ประการที่สอง ต้องเลือกร้านที่ไว้ใจได้ น่าเชื่อถือ และแน่นอนต้องมี certificate หรือคนไทยเรียกว่า ใบเซอร์ พูดง่ายก็คือเป็นใบประกาศที่ได้รับรองจากสถาบัน ซึ่งในอนาคตหากคุณไปขายต่อก็จะง่ายขึ้น และราคาไม่ตก แถมยังเป็นการรับประกันว่าของคุณนั้นเพชรจริงแท้แน่นอน ร้านเพชรที่ดีจะไม่คะยั้นคะยอให้คุณซื้อ แต่จะให้คุณคิดพิจารณาตามสบาย กลับบ้านไปคิดอีก 2 อาทิตย์ก็ได้ หากคุณเข้าร้านไหนแล้วไม่สบายใจ อย่าเกรงใจไปเลยนะคะ ยังมีร้านอื่นๆ อีกมากมายให้คุณเลือก

ประการที่สาม อย่างที่บอกไปแล้ว ก่อนซื้อเพชรก็ต้องมีความรู้เรื่องเพชรให้คนขายได้เห็น นั่นก็คือ 4C ข้างต้นที่หนิงบอกไปแล้ว carat, color, clarity และ cut จะได้ไม่โดนคนขายหลอกเอานะคะ

ประการที่สี่ พยายามเลือกเพชรที่ส่องประกายวับวาว เจิดจรัส และเล่นไฟ เพื่อจะได้ไปส่องตาใครต่อใครเวลาที่ส่วมใส่ไงละคะ

ประการที่ห้า พยายามเปรียบเทียบราคาแต่ละร้าน ใช่แล้วค่ะ จะเลือกซื้อทั้งที ต้องดูหลายๆ ที่นะคะ บางแห่งเพิ่มราคาสูงเพราะค่าเช่าสถานที่อาจจะแพง ฉะนั้น้องเลือกให้ดี ราคาสมเหตุสมผล หรือถ้าไปแหล่งขายเพชรเลยก็มั่นใจได้ว่าไม่น่าจะเพิ่มราคาค่าเช่าที่มากนัก

ประการที่หก อย่าลืมดูบริการหลังการขายด้วยค่ะ ว่าร้านที่คุณจะซื้อนั้น จะให้บริการหลังการขายอะไรบ้าง อย่างเช่นทำความสะอาดให้ตลอดชีพ หรืออาจจะเปลี่ยนตัวเรือนหรือในแบบราคาพิเศษ ถ้าได้ร้านแบบนี้ก็ถือว่าโชคดีคะ

ประการที่เจ็ด ซื้อแล้วบางร้านยังมีบริการทำเลเซอร์สลักชื่อ หรือวันเดือนปีเกิดให้บนตัวอักษรย่อ พร้อมวันเดือนปีที่หมั้น ซึ่งสามารถสร้างคุณค่าทางจิตใจได้ด้วยค่ะ

ประการสุดท้าย ซื้อแล้วก็ดูหน้าดูหลังด้วยนะคะ ไม่ใช่มัวแต่ชื่นชม จนไม่รู้ว่าอาจมีมิจฉาชีพแอบดูคุณอยู่ ทางที่ดีที่สุด อย่าไปซื้อคนเดียว ได้ของแล้วเก็บให้มิดชิด หรือไม่ก็ใส่ไว้เลยค่ะ


เอาล่ะ รู้วิธีเลือกซื้อเพชรกันแล้ว ก็ถึงเวลาที่สาวๆ จะหารางวัลให้กับตัวเองซะที แล้วคุณจะรู้ว่าเพื่อนแท้ของลูกผู้หญิง คือเพชรจริงๆ


เคล็ดลับการซื้อแหวนเพชร

  1.  เมื่อท่านผู้อ่านดูเพชรไม่เป็นเลยจึงควรที่จะซื้อกับผู้ขายที่เชื่อถือได้ หรือมีการแนะนำผ่านกันมาว่า ไว้ใจได้และขายเพชรที่มีคุณภาพดี
  2. ขนาดของเพชรไม่ว่าเม็ดเล็กหรือเม็ดใหญ่ ไม่ใช่อุปสรรคหรือปัญหาสำคัญ ฉะนั้นท่านจะซื้อแหวนที่ประดับเพชรเม็ดเล็กนิดเดียวน้ำหนักแค่ ๑๐ สตางค์  หรือร่ำรวยมีเงินทองมากมายจะซื้อเพชรขนาดใหญ่เม็ดละ ๑๐ กะรัต ก็ตามแต่สำหรับ  “ความหมายทางใจ”  แล้วย่อมไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย
  3. สมมุติว่าท่านมีเงินงบประมาณในการซื้อแหวนเพชรอยู่จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท  แต่ไม่ทราบว่าจะซื้อแหวนเพชรที่พอจะดูดีหรือไม่  เรื่องนี้ก็เช่นกันว่าจำนวนเงินย่อมไม่เป็นอุปสรรคเหมือนกับขนาดของเพชร เงินจำนวนนี้ท่านสามารถซื้อเพชรเดี่ยวหนึ่งเม็ด ที่มีน้ำหนักประมาณ ๓๐ สตางค์  และมีคุณภาพดีได้ในราคาประมาณ ๒๒,๐๐๐ – ๒๕,๐๐๐ บาท  ส่วนจำนวนเงินที่เหลือจะจ่ายให้เป็นค่าเรือนแหวนหรืออาจจะได้เพชรเม็ดเล็ก ๆ  ขนาด ๕ สตางค์  อีก ๒ เม็ด เพื่อประดับประดาบ่าแหวนได้อีกด้วย
  4. ถ้าท่านอยากจะทราบหรือมั่นใจว่าเงินที่ท่านจ่ายให้ผู้ขายนั้นจะได้สินค้าที่มีคุณภาพอย่างไรท่านก็สามารถให้ผู้ขายเขียนใบรับรองระบุรายละเอียดของแหวนวงที่ท่านซื้อได้ เช่น 
  • เบลเยียมคัตขนาด ๑๐ สตางค์ จำนวน ๑๐ เม็ด 
  • เพชรรัสเชียนคัตขนาด ๕๕ สตางค์ ๑ เม็ด
  • ตัวเรือนแหวนทำด้วยทองคำ ๙๐ %  น้ำหนัก ๑๐ กรัม 

             ฯลฯ

ถ้าท่านซื้อเพชรขนาดใหญ่ น้ำหนัก ๕๐ สตางค์  (ครึ่งกะรัต)  ขึ้นไป  ท่านอาจขอให้ทางร้านหรือผู้ขายเพชรนำเพชรเม็ดที่ท่านตกลงใจซื้อไปให้สถาบันอัญมณีหรือห้องแล็บต่าง ๆ  ตรวจสอบคุณภาพ เพื่อออกใบรับรองก็ได้ แต่ถ้าเป็นเพชรเม็ดเล็ก ให้ผู้ขายเขียนใบรับรองให้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

วิธีเลือกเพชรงามล้ำค่า

มาตราฐานในการเลือกสรรเพชร

1. ความบริสุทธิ์ของเนื้อเพชร (CLARITY)  เพชรที่ดีต้องมีเนื้อสะอาด ใสบริสุทธิ์ ไม่มีตำหนิใด ๆ  ให้เห็นด้วยตาเปล่าหรือเมื่องส่องดูด้วยกล้องขยายกำลังขนาด ๑๐ เท่า และควรจะต้องดูด้วยผู้เชี่ยวชาญ

เพราะผู้ที่ไม่มีความชำนาญจะไม่สามารถบอกได้ว่า สิ่งที่เห็นในเนื้อเพชรนั้นใช่ตำหนิหรือไม่ นอกจากว่าตำหนินั้นค่อนข้างใหญ่ เห็นชัดเจน ใครที่ใช้กล้องขาส่องดูก็ย่อมจะรู้ได้ไม่ยาก

เพชรยิ่งบริสุทธิ์เท่าใดก็ย่อมจะงดงามมากเท่านั้น และแน่นอนว่าราคาก็สูงตามคูณภาพและคุณค่าไปด้วย

เมื่อนำเพชรไปให้นักอัญมณีตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบที่ทันสมัย ผลการตรวจสอบเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของเนื้อเพชรจะระบุดังต่อไปนี้ประการหนึ่ง ได้แก่

FL (FLAWLESS) คือเพชรปราศจากตำหนิ

IF (INTERNALLY FLAWLESS) เพชรปราศจากตำหนิภายใน มีรอยเล็กน้อยบนผิวหน้าเท่านั้น

VVS1-VVS2  (VERY VERY SMALL INCLUSIONS)  เพชรมีรอยตำหนิน้อยมาก ๆ

VS1- VS2  (VERY SMALL INCLUSIONS)  เพชรมีรอยตำหนิน้อยมาก

SI1-SI2  (SMALL INCLUSIONS)  เพชรมีรอยตำหนิน้อย

 I1-I2 - I3 (IMPERFECT) เพชรมีรอยตำหนิที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า

คุณภาพเพชรชนิด FL จัดว่ามีคุณภาพที่ดีที่สุด ราคาสูงที่สุด ในขณะที่เพชรชนิด I1-I3 มีคุณภาพด้อยที่สุดและราคาถูกกว่ากันมาก

2.  สี (COLOUR)  เพชรที่สวยที่สุดจะต้องไม่มีสีใด ๆ  ซึ่งเรียกกันว่า “ไร้สี” (COLOURLESS)  เพราะเมื่อแสงผ่านเพชรที่ไร้สีก็จะเปล่งประกายสะท้อนออกมาเป็นสีรุ้งงดงามเป็นที่สุดเพชรที่ไร้สีราคาจึงแพงมากเมื่อเปรียบเทียบกับเพชรที่มีสีเหลืองอ่อน ๆ           

หมายเหตุ  - ตารางสีจากสถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริการ (G.I.A.)

คนไทยนิยมเรียก “สี” เพชรเป็นเปอร์เซ็นต์

คำว่า “สี” เพชร นี้ ในตลาดการค้าบ้านเราจะนิยมพูดกันว่า “น้ำ” เช่น เพชรน้ำ ๙๖% เพชรน้ำ ๙๘% ซึ่งที่ถูกต้องควรจะใช้คำว่า “สี”  ตามหลักเกณฑ์การตรวจสอบสีเพชร

และความนิยมสีเพชรในบ้านเรานั้น ส่วนใหญ่จะนิยมซื้อหากันตั้งแต่ระดับ J ขึ้นไป (๙๔%) และแต่ละระดับสีจะมีราคาต่อกะรัตห่างกันมาก เช่น

เพชร ระดับ G จะถูกว่าเพชรระดับ F มาก หรือ เพชรระดับ K จะถูกกว่าเพชรระดับ J  มาก

เมื่อนำเพชรไปให้นักอัญมณีตรวจสอบ ผลการตรวจสอบในใบรับรองก็จะต้องระบุระดับสีของเพชรออกมาระดับใดระดับหนึ่ง เช่น COLOUR = E

ส่วนการที่เราอยากจะทราบว่าระดับสีกี่เปอร์เซ็นต์นั้น ก็ลองเทียบดูกันเองจากตารางสีนี้นะคะ  ซึ่งคำตอบของ E ก็คือ ๙๙% นั่นเอง

ส่วนท่านที่ชอบเพชรสีสันอย่างเหลืองอ่อนก็โชคดีไปอีกแบบ เพราะราคาจะถูกกว่าเพชรกลุ่มเกือบไร้สีหรือไร้สีมากค่ะ

3.  การเจียระไน (CUT)  เพชรส่วนใหญ่จะได้รับการเจียระไนมีเหลี่ยม ๕๘ เหลี่ยม ซึ่งนับเป็นมาตรฐานของการเจียระไนเพชรกลม (เรียกว่าทรงกลมเหลี่ยมเกสร)  สามารถทำให้เพชรเปล่งประกายระยิบระยับได้มากที่สุด

ปกติส่วนก้นของเพชรควรจะมีความหนาเป็น ๒ เท่าของหน้าเพชร เพราะแสงจะสะท้อนจากเหลี่ยมหนึ่งไปยังอีกเหลี่ยมหนึ่งแล้วสะท้อนแสง (REFLEX) ขึ้นสู่ส่วนหน้าของเพชรเม็ดนั้น ทำให้ดูมีประกายระยิบระยับสวยงามจับตามาก

ส่วนเพชรที่มีก้นลึกเกินไปหรือตื้นเกินไป แสงก็จะสะท้อนหายไปทิศตรงกันข้าม หรือแสงลอดหายไปทางส่วนก้นเพชรทำให้ไม่เกิดการสะท้อนแสงขึ้นหน้าเพชรและขาดความงดงาม

แน่นอนว่าเพชรที่มีสัดส่วนได้มาตรฐาน ต้องมีราคาสูงกว่าเพชรที่ขาดสัดส่วนที่มีอย่างแน่นอน

น้ำหนักของเพชรจะวัดเป็นกะรัต หนึ่งกะรัตแบ่งออกเป็น 100 สตางค์ดังนั้นเพชรขนาด 0.75 กะรัตจึงมีน้ำหนักเท่ากับ 75 สตางค์ ขนาดกะรัตเป็นตัวตัดสินมูลค่าของเพชรที่เด่นชัดที่สุด แต่สิ่งที่ควรระลึกไว้เสมอก็คือเพชรสองเม็ดที่มีขนาดกะรัตเท่ากันอาจมีมูลค่าแตกต่างกันอย่างมากก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเจียระไน สีและความสะอาด

0.50ct
5.2mm

0.75ct
5.8mm

1.00ct
6.5mm

1.50ct
7.4mm

2.00ct
8.2mm


    

เพชรจะมีสีธรรมชาติหลากหลายเฉดมีตั้งแต่ขาวใสไร้สีซึ่งหายากและมีค่าที่สุดไปถึงสีเหลืองจางๆ โดยมีเฉด
สีอ่อนแก่ระหว่างกลางมากมายเพชรยิ่งมีสีน้อยเท่าไรยิ่งอำนวยให้แสงสีขาวสามารถ วิ่งผ่านเนื้อภายในได้สะดวกและจะสะท้อนประกายไฟสีรุ้งบนผิวหน้าเพชรได้สวยงามมากขึ้นเท่านั้น

ฉะนั้นการแยกสีเพชรสีขาวกับเพชรที่ติดเหลืองเล็กน้อยซึ่งมีผลกระทบต่อราคา ทางสถาบัน GIA จึงได้กำหนดมาตรฐานการเทียบสีเพชรไว้ ซึ่งการเทียบสีเพชรโดยสายตามนุษย์ไม่สามารถแยกความละเอียดสีขาวและสีขาวติดเหลืองเล็กน้อยออกมากได้ จึงต้องเทียบสีกับ Master Stone โดยนักอัญมณีศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น



จาก Scale จะพบว่าสีจะเรียบลำดับจากสี D ไปจนถึง Z โดยแบ่งเฉดสีตามช่วงดังนี้
D-F Colorless (ขาวบริสุทธิ์)
G-J Near Colorless (ขาวติดเหลืองจางมากๆ)
K-M Faint Yellow (ขาวติดเหลืองจางๆ)


    
มีหลายคนเข้าใจสับสน ระหว่างการเจียระไนกับรูปทรงของเพชรอันที่จริงการเจียระไน เพชรจะหมายถึงการจัดวางหน้าเหลี่ยมต่างๆของเพชร ดังนั้นเมื่อกล่าวว่าเพชรเจียระไนดี ไม่ว่าจะเป็นรูปใดจะหมายถึงฝีมือการเจียระไนเหลี่ยม ที่ถูกต้องได้สัดส่วนของช่างเจียระไนฝีมือเอก ทั้งนี้เพราะเพชรที่เจียระไนดีจะมีการเล่นแสงได้อย่างแพรวพราวระยิบระยับจับตาและทวีค่ายิ่งขึ้น และทำให้ผู้พบเห็นเกิดความประทับใจ ฉะนั้นการเจียระไนเพชรที่ได ้สัดส่วนที่ดีจึงมีความสำคัญมาก

การเจียระไนเพชรมีรูปแบบต่างๆกัน แต่โดยทั่วไปเพชรจะนิยมเจียระไนเป็นรูปทรงกลม เพชรทรงกลมมักนิยมเจียระไนเป็นเหลี่ยม Round Brilliant Cut หรือเหลี่ยมเกสร เนื่องจากเพชรที่เจียระไนแบบนี้จะมีการกระจายแสงที่สมบูรณ์แบบมาก โดยมีเหลี่ยมมากถึง 58 เหลี่ยมต่อเพชรหนึ่งเม็ด


ในการพิจารณาว่าเพชรเม็ดนั้นเจียระไนดีหรือไม่นั้นต้องพิจารณาจาก 3 องค์ประกอบ
 
1. ขนาดเทเบิล(Table Size) ที่ใหญ่หรือเล็กเกินไปจะมีผลต่อการกระจายแสงของเพชร
 
2. มุมคราวน์(Crown Height) ที่มีความสูงไม่สมดุลกับมุมสะท้อนแสงจะมีส่วนทำให้การกระจายแสงลดน้อย
 
3. ความลึกพาวิเลี่ยน(Pavilion Dept) ที่มีการเจียระไนที่ดี แสงจะสะท้อนขึ้นทุกมุม ทำให้การ กระจายแสงดีแต่ถ้า เจียระไนบางเกินไปแสงจะทะลุออกด้านล่างหรือถ้าหนาเกินไปจะทำให้ไม่มีแสงสะท้อนทำให้เพชรจะดูมืด (Nail Head)
 
ซึ่งค่าทั้งหมดจะถูกตรวจสอบโดยนักอัญมณีศาสตร์และบันทึกผลที่ได้ลงใน Certificates ซึ่งผลที่ได้ทั้งหมดจะนำมาสรุปเพื่อให้เข้าใจง่ายต่อบุคคลทั่วไป โดยจะเรียงลำดับจาก เจียระไนดีมาก (Very Good), เจียระไนดี(Good), เจียระไนพอใช้(Fair)


    
 
เพชรส่วนมากจะมีริ้วรอยตำหนิเล็กน้อย จึงเปรียบเสมือนลายนิ้วมือธรรมชาติสรรสร้างเอกลักษณ์ของเพชรแต่ละเม็ด กระนั้นก็มิได้ทำให้เพชรด้อยความงาม หรือลดความแข็งแกร่งลงแต่อย่างใด แต่ทว่ายิ่งมีริ้วรอยน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งจะทำให้แสงผ่านมากขึ้น ทำให้เพชรทอประกายเจิดจ้าระยิบระยับขึ้น เพชรจึงเหนือกว่าอัญมณีอื่นใดเพราะสามารถทอประกายแสงได้สุกใสงดงามที่สุด วิธีพิจารณาความสะอาดของเนื้อเพชร ต้องใช้กล้องขยาย 10 เท่าและตรวจสอบโดยนักอัญมณีศาสตร์เท่านั้น



GIA Image Description
IF (Internally Flawless) หมายถึงเพชรที่สะอาดที่สุด คือ ไม่มีรอยตำหนิใดๆ
VVS1-VVS2
(Very Very Slightly Inclusions)
หมายถึงเพชรที่มีตำหนิน้อยมากๆ ซึ่งยากมากๆ แก่การมองเห็นภายใต้กล้องขยาย 10 เท่า
VS1-Vs2
(Very Slightly Inclusions)
หมายถึงเพชรที่มีตำหนิน้อย ซึ่งยากแก่การมองเห็นภายใต้กล้องขยาย 10 เท่า
SI1-SI2 (Slightly Inclusion หมายถึงเพชรที่มีตำหนิ ซึ่งจะเห็นตำหนิได้ง่ายภายใต้กล้องขยาย 10 เท่า และอาจเห็นได้ด้วยตาเปล่าในบางเม็ด

หน้าร้าน กระดานข้อความ เกี่ยวกับเรา วิธีการชำระเงิน การจัดส่งสินค้า การรับประกันสินค้า ติดต่อร้านค้า
  Help | | Eng